ธรณีพิโรธเขย่าอินโดฯ ดับพุ่งกว่า1,300ราย

09:24 3 ตุลาคม 2561 1,345
แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ยอดเสียชีวิตฉุดไม่อยู่พุ่งกว่า1,300ราย สถานการณ์ตึงเครียดประชาชนบุกเข้าปล้นสะดมตามร้านค้า หาอาหารยังชีพ

วันนี้ (3ต.ค.61) สถานการณ์ความคืบหน้าแผ่นดินไหวรุนแรง 7.5 นอกชายฝั่งเกาะสุลาเวสี ของอินโดนีเซีย และคลื่นยักษ์สึนามิ ถล่มชายฝั่งเมืองปาลูเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,347 รายแล้ว นอกจากนี้ สถานการณ์ยังดูเลวร้ายลงมากขึ้น เมื่อกลุ่มประชาชนบุกเข้าปล้นสะดมตามร้านค้าต่าง ๆ เพื่อหาอาหาร เชื้อเพลิง และน้ำดื่ม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ขณะที่ขบวนรถยนต์บรรเทาทุกข์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ก็กำลังทยอยเข้าสู่เมืองเมื่อวานนี้ ซึ่งรับการคุ้มกันจากทหารและตำรวจเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันการปล้นสะดมของประชาชน ทั้งนี้ 4 วันหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ความช่วยเหลือทั้งด้านอาหาร, น้ำดื่ม, เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ยังเข้าไปไม่ถึงพื้นที่รอบนอกเมืองปาลู ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากถนนหลายสายในพื้นที่ประสบภัย ถูกตัดขาด และการสื่อสารก็ใช้การไม่ได้


เมื่อวานนี้ (2ต.ค.) เจ้าหน้าที่ก็เริ่มฝังศพผู้เสียชีวิตในหลุมศพขนาดใหญ่นอกเมืองปาลูแล้ว ซึ่งรถบรรทุกนำร่างไร้วิญญาของผู้เสียชีวิต 54 ศพมายังหลุมศพที่ขุดรอไว้แล้ว โดยหลายศพเริ่มส่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์แล้ว ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย สั่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหาเหยื่อ โดยย้ำเมื่อวานนี้ว่า ต้องหาทุกคนให้พบ ขณะที่ขนาดของความเสียหายเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเข้าไปไม่ถึงพื้นที่ประสบภัยอีกหลายแหน่ง ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น 


นายสุโตโป ปูร์โว นูโกรโฮ โฆษกของสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย เมื่อวานนี้ว่า เจ้าหน้าที่หวังว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะไม่เพิ่มสูงมากไปกว่านี้ ขณะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกู้ภัย แต่ขณะนี้ ต้องแข่งกับเวลามากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถเข้าถึงเมืองที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงทั้ง 4 เมือง ซึ่งมีประชากรรวมกัน 1.4 ล้านคน ซึ่งสภาพในแต่ละเมือง แต่ก็บอกว่า ไม่น่าจะต่างจากเมืองปาลู
 

แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้โรงแรม, ห้างสรรพสินค้าและบ้านเรือนจำนวนมากในเมืองปาลู พังถล่ม และคลื่นสึนามิก็ถาโถมเข้าฝั่งสูงถึง 6 เมตร มีบ้านเรือนประมาณ 1,700 หลัง ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ถูกกลืนลงใต้ดิน จากปรากฏการที่เรียกว่า “ธรณีสูบ” (Liquefaction) 
 

บ้านเรือนมากกว่า 65,000 หลังได้รับความเสียหาย และมากกว่า 60,000 คน ไร้ที่อยู่อาศัย และต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยฟาร์ฮาน ฮัค รองโฆษกยูเอ็น กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ก สหรัฐว่า น้ำถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย
 

ขณะนี้ มีมากกว่า 25 ประเทศแล้ว ที่เสนอให้ความช่วยเหลือ หลังประธานาธิบดีวิโดโด ร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ก็ยังมีความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเข้าไปถึงพื้นที่ภัยพิบัติ ซึ่งก็ทำให้ประชาชนต้องเข้าไปลักขโมยและปล้นอาหารและเชื้อเพลิงจากร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ระหว่างรอความช่วยเหลือที่ล่าช้า