26 กันยายน 2550 “วันคุมกำเนิดโลก”

08:00 26 กันยายน 2561 399
รู้หรือไม่ วันที่ 26 กันยายนของทุกปี ถือเป็น “วันคุมกำเนิดโลก” เพื่อรณรงค์ร่วมกันแก้ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อม

รู้หรือไม่ วันนี้ 26 กันยายนของทุกปี ถือเป็น “วันคุมกำเนิดโลก” (World Contraception Day) โดยประเทศไทยได้ร่วมมือกับนานาชาติ รณรงค์ร่วมกันแก้ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งจุดประสงค์หลักนั่นคือเพิ่มความตระหนักเรื่องการคุมกําเนิด ช่วยคนหนุ่มสาวในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์

 

“วันคุมกำเนิดโลก” ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชน สมาคมวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ระหว่างประเทศที่สนใจเรื่องสุขภาพทางเพศ โดยรวมตัวกันทั้งหมด 11 องค์กรได้แก่ คณะกรรมการการคุมกำเนิดแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (APCOC),ศูนย์สตรีและสุขภาพ (CELSAM), สมาคมการคุมกำเนิดและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งยุโรป (ESC),มูลนิธิประชากรโลกแห่งเยอรมัน (German Foundation for World Population),สหพันธ์นรีเวชวิทยาสำหรับเด็กและวัยรุ่นระหว่างประเทศ (FIGIJ),สหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ (IPPF),มารีสโตปส์อินเตอร์เนชั่นแนล (MSI),สภาประชากร (The Population Council),องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID),วีแมนดีลิเวอร์ (WD) และสำนักงานบริการด้านประชากรระหว่างประเทศ (PSI) 

 

ขณะที่ “ไบเออร์ เฮลธ์แคร์” (Bayer HealthCare) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพของผู้หญิง เผยผลสำรวจพบว่า กลุ่มชายและหญิงในปัจจุบันมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น แต่ไม่วางแผนคุมกำเนิดให้ถูกวิธี และเลือกวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว โดยหลังข้างนอกและกินยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งไม่มีการรับรองว่าสามารถคุมกำเนิดได้ 100%

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ควรเลือกกินยาคุมกำเนิดให้ถูกต้องตามการใช้งาน พร้อมแนะนำให้สังคมเปิดกว้างให้วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ซึ่งจากข้อมูลพบว่า อายุเฉลี่ยของของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 22 ปี แต่อายุเฉลี่ยของของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรคนแรกคือ 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ห่างเกือบ 10 ปี นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูลทั้งหญิงและชายมากกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการมีบุตร

 

ทั้งนี้ คู่ชายหญิงที่จะมีเพศสัมพันธ์ ควรรู้วิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าช่วงอายุใด อย่างไรก็ตาม ยิ่งในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ยิ่งต้องรู้จักการคุมกำเนิด เพราะปัญหาการมีบุตรไม่พร้อมและการทำแท้งในปัจจุบันเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากวัยรุ่นมีความต้องการมีเพศสัมพันธ์แต่ไม่มีความกล้าและเข้าถึงการรับบริการในการคุมกำเนิด หันไปเลือกใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งให้ผลแค่ 75% อีกทั้งยังไม่สามารถกินเกินเดือนละ 4 เม็ดได้