กำเนิด "ไมเคิล แจ๊คสัน" ราชาเพลงป๊อปก้องโลก

07:25 29 สิงหาคม 2561 1,276
รู้หรือไม่ วันนี้ 29 ส.ค. เมื่อปี 1958 เป็นวันเกิดของ “ไมเคิล แจ็คสัน” ราชาเพลงป๊อปชื่อก้องโลก

วันนี้ 29 ส.ค. เมื่อปี ค.ศ.1958 เป็นวันเกิดของ “ไมเคิล แจ็คสัน” หรือ (Michael Joseph Jackson) ราชาเพลงป๊อป (The King of Pop) ชื่อดังก้องโลกที่ไม่มีใครไม่รู้จัก “ไมเคิล แจ็คสัน” เป็นลูกครอบครัวชาวแอฟริกัน – อเมริกันชั้นแรงงาน เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่ที่รักเสียงเพลง ท่ามกลางอุตสาหกรรมชานเมืองชิคาโก

 

“แจ็คสัน” แสดงออกทางพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นการแสดงต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นในวันคริสต์มาสเมื่ออายุได้ 5 ปี และถูกทาบทามให้เข้าร่วมวง “ แจ็คสัน บราเทอร์ส” โดยเป็นนักดนตรีสมทบที่เล่นคองกาและแทมบูรีน จากนั้นจึงเริ่มเป็นนักร้องประสานและนักเต้น ต่อมาเมื่ออายุ 8 ปี “แจ็คสัน” กลายเป็นนักร้องนำและเปลี่ยนชื่อเป็นวง “เดอะ แจ็คสันไฟฟ์” และเริ่มออกทัวร์ในมิดเวสต์ตั้งแต่ปี 1966 – 1968 และในปี 1966 “เดอะ แจ็กสันไฟฟ์” ชนะการประกวดรายการท้องถิ่นใหญ่ หลังแสดงความสามารถโดยการเลียนแบบศิลปินโมทาวน์อย่างเพลงดังแบบ “I Got You (I Feel Good)” ของเจมส์ บราวน์ ซึ่งนำแสดงโดย “ไมเคิล แจ็คสัน”

 

“เดอะ แจ็คสันไฟฟ์” บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง “Big Boy” ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของพวกเขาภายใต้สังกัดท้องถิ่น และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1969 โดยในปีเดียวกัน พวกเขาย้ายออกจากแกรี่ไปยังลอสแอนเจลิส ซึ่งวงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยมี 4 ซิงเกิลแรกคือ “I Want You Back”, “ABC”, “The Love You Save” และ “I'll Be There” ซึ่งขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100จากนั้น “แจ็กสัน” ได้พัฒนาบทบาทจากนักแสดงเด็กไปยังทีนไอดอล และเริ่มปรากฏตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 และยังคงผูกพันกับ “เดอะ แจ็คสันไฟว์”

 

 

“แจ็คสัน” มีผลงานเดี่ยวทั้งหมด 4 ชุดกับสังกัดโมทาวน์ โดยมีเพลงดังอย่าง “Got to Be There” และ “Ben” ซึ่งกลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน และถือเป็นซิงเกิลแรกที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงของนิตยสารบิลบอร์ด และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลออสการ์ และเพลงเก่าของบ็อบบี เดย์ นำมาทำใหม่ที่ชื่อ “Rockin' Robin”

 

“แจ็คสัน” เริ่มโลดแล่นและมีชื่อเสียงในวงการอย่างต่อเนื่องและในปี 1988 “แจ็คสัน” ได้ออกหนังสือประวัติตัวเองชื่อ “มูนวอล์ก”[Moonwalk by Michael Jackson] หลังจากที่ใช้เวลาทำนานกว่า 4 ปีและขายได้กว่า 200,000 ชุด จากนั้น “มูนวอล์กเกอร์” จึงติดอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกบนชาร์ตบิลบอร์ดท็อปวิดีโอคาสเซตต์ และติดอันดับนาน 22 สัปดาห์ ซึ่งต่อมาถูกโค่นอันดับ 1 โดยผลงานชุด “Michael Jackson : The Legend Continues” ของเขาเอง

 

จากความสำเร็จของเขา ทำให้ “แจ็คสัน” ได้รับฉายา “The King of Pop” (ราชาเพลงป็อป) จากนักแสดงหญิงที่ตั้งชื่อให้เขา ซึ่งเธอยังเชิญรางวัลพิเศษให้กับเขาที่งานโซลเทรน มิวสิกอวอร์ด ในปี 1989 โดยกล่าวว่า “ราชาแห่งป็อป ร็อกและโซลตัวจริง” และประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ยังเชิญรางวัล “ศิลปินแห่งทศวรรษ” ให้เขาเป็นพิเศษที่ทำเนียบขาว เพื่อเป็นการสดุดีให้กับอิทธิพลด้านดนตรีตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980

 

 

ชีวิตของ “แจ็คสัน” รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แต่แล้ววันที่ 25 มิ.ย. ปี ค.ศ.2009 “แจ็คสัน” เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันก่อนวัยอันควรด้วยวัยเพียง 50ปี เนื่องจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งการจากไปของเขาสร้างความโศกเศร้าให้กับเเฟนเพลงเป็นอย่างมาก โดยประเทศต่างๆได้ร่วมออกแถลงการณ์ไว้อาลัย และบรรดาแฟนๆได้ร่วมวางดอกไม้และข้อความรำลึกบนดาวฮอลลีวูด วอล์กออฟเฟม ในวันที่เขาเสียชีวิต

 

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพจากลอสแอนเจลิส เปิดเผยผลการชันสูตรศพ “แจ็คสัน” โดยระบุว่า การเสียชีวิตของ “ไมเคิล แจ็คสัน” เป็นการถูกฆาตกรรม ซึ่งในช่วงที่เสียชีวิต “แจ็คสัน” ได้รับยานอนหลับที่มีชื่อว่า “ลอราเซแพม และ ยามิดาโซแลม” โดยร่างของ “ไมเคิล แจ็คสัน” ถูกฝังเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ปี ค.ศ. 2009 ที่สุสานฟอเรสต์ลอว์น เมืองเกรนเดล รัฐแคลิฟอเนีย

 


หนังสือ Moonwalk by Michael Jackson