มท.1ลั่นช่วย13ชีวิตติดถ้ำหลวงไม่มีใครเป็นฮีโร่

14:13 7 กรกฎาคม 2561 1,005
รมว.มหาดไทย ช่วยเหลือ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ไม่มีใครเป็นพระเอกหรือฮีโร่ สำเร็จได้ เพราะทุกฝ่ายร่วมมือ

วันนี้ (7ก.ค.61) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงสถานการณ์การช่วย ทั้ง 13 ชิวิต ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย จนถึงขณะนี้ ว่า โครงสร้างการทำงานในการช่วยเหลือที่ผ่านมา ตามกฎหมายของประเทศเมื่อมีภัยหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น จะมีผู้รับผิดชอบ ในแต่ละพื้นที่ แต่เหตุการณ์นี้ ผู้เป็นเรื่องที่ใหญ่ ที่ต้องบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงาน แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็จะเป็นผู้อำนวยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โดยตำแหน่ง สามารถที่จะประกาศเป็นภัยพิบัติได้เลย

 

ทั้งนี้เหตุการณ์ทั้ง 13 ชีวิต ต้องระดมทรัพยากรมนุษย์ไปแก้ปัญหาอย่างมาก ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ทุกฝ่ายต่างทำงานอย่างเต็มที่ จนประสบผลสำเร็จ จนพบเด็กอย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่มีใครเป็นพระเอก หรือ ฮีโร แต่สำเร็จได้ เพราะปัจจัยความร่วมมือ จากทุกฝ่าย และทุกคน

 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าสถานการณ์ตอนนี้ มีการตั้งสมมติฐานว่า จะต้องนำทั้ง 13 ชีวิต ออกมาจากทางปากถ้ำแต่การช่วยเหลือในขณะนี้ มีปัญจัยที่คำนึง 1.อากาศภายในถ้ำ ต้องเพียงพอ ด้วยการเสริมออกซิเจน เข้าไป นำเครื่องดูดซับคาร์บอนไดน์ออกไซด์ เข้าไปในถ้ำ 2.สภาพร่างกายเด็กแข็งแรงไหม 3.เมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว สามารถดำน้ำได้หรือไม่ 4.ปริมาณน้ำในถ้ำ ซึ่งหากมีฝนตก และมีปริมาณน้ำที่สูงขึ้น ก็ต้องตัดสินใจนำออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นสถานการณ์ในขณะนี้ทุกคนชี้ว่า ยังไม่ต้องนำออกมาในตอนนี้ หากอาศัยอยู่ได้ก็อยู่ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

 

“ถ้ำขุนน้ำนางนอน คือ ทางน้ำใต้ดินธรรมชาติ พอน้ำไม่มีก็เรียกกันว่าถ้ำซึ่งทางการภาพ มีลักษณะ เป็นทางน้ำขึ้น ลง สลับกันไป ซึ่งภายในถ้ำมีทั้งหิน ที่สำคัญ มีสภาพมืด มองไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้ ก็ต้องหาวิธีการเตรียมการแก้ปัญหาไว้ หากนำทั้ง 13 ชีวิตออกมาไม่ได้ ในตอนนี้ ก็จะต้องให้อยู่ต่อไป ซึ่ง ก็จะมีการเตรียมเดินสายอากาศให้มีอากาศได้หายใจ “พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 

สำหรับการนำตัวทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำ ทุกหน่วยงาน มีการคบคิดหาแนวทางทุกวัน โดยไม่ยอมแพ้ ทั้งการเดินเท้าทางป่า หาโพลง หรืออีกสิ่งหนึ่งคือนายกรัฐมนตรีได้ส่งคลิปวิดีโอของต่างประเทศมาให้ดู คือการใส่ท่อลงไปในน้ำเพื่อให้เด็กได้คลานออกมา ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ได้พบอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้ว ซึ่งในถูกใช้ในช่วงน้ำท่วม โดยคนไทยเเป็นผู้ผลิต มีลักษณะเป็นท่อผ้าใบ ทดลองในสระแล้ว คลานเข้าออกได้ ซึ่งขณะนี้มีท่อยาวประมาณ 300 เมตร เท่านั้น ซึ่งก็จะส่งไปในพื้นที่ทันที ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทีมสนับสนุน นั้น คิดหาทางช่วยเหลือตลอด และส่งให้ผู้ว่าราชการน้ำไปคบคิดกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

“ถ้าเด็กไม่แข็งแรงก็ต้องอยู่ไปก่อน จนพร้อมและไม่เสี่ยงส่วนเวลาจะนานเท่าใด นั้นก็ต้องประเมินกันอีกครั้ง แต่สถานการณ์ในวันนี้ คือทำให้พวกเขาได้มีอากาศหายใจ มีหมอดูแลสุขภาพ และเตรียมการฝึกดำน้ำ ถ้าจำเป็นต้องออกทางปากถ้ำ” พล.อ. อนุพงษ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางการช่วยเหลือ ในด้านอื่นๆขณะนี้พลเอกอนุพงษ์ ได้ให้อาจารย์ในพื้นที่ กรมทรัพยากรธรณี และทหารจากสหรัฐที่มีอุปกรณ์ ให้ไปดูจุดที่ที่ตื้นที่สุด เพื่อหาพื้นที่บางๆ เจาะบาดาลลงไป เพื่อให้มีอากาศได้หายใจ แต่ถ้าเจาะได้ และขยายรูให้ใหญ่ขึ้นแค่เพียงนำคนลอดขึ้นมา ก็จะช่วยเด็กได้ ซึ่งขณะนี้กำลังหาโพลงธรรมชาติ ที่เป็นพื้นที่ใกล้ที่สุด ซึ่งหากสอบถามผู้เชียวชาญในพื้นที่ว่าทำได้ ก็ต้องดำเนินการ ทันที

 

“สิ่งที่สูบน้ำอยู่ในขณะนี้ได้ผลอย่างหนึ่งคือระยะที่ดำน้ำสุดท้าย เมื่อก่อนเป็นกิโล แต่เดียวนี้เหลือ 300 เมตร แต่ถ้าสูบได้ดีกว่านี้ ขอแค่ช่องว่างบนเพดาน กับน้ำ เท่านั้น การทำงานก็จะง่ายขึ้นและมาใคร่ครวญตัดสินใจว่าจะนำออกมาอย่างไร แต่ตอนนี้ทุกคน นายกรัฐมนตรีให้แนวทางว่า ทำอย่างไร อย่าให้เกิดความสูญเสียเกิดขึ้น” พล.อ. อนุพงษ์ กล่าว