ผู้ปกครองต้องรู้! ส่อง 3 โรคหน้าร้อนที่เด็กต้องระวังช่วงปิดเทอม

06:30 16 เมษายน 2562 325
เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับเด็กๆ ในช่วงปิดเทอม กุมารแพทย์ แนะ " 3 โรคหน้าร้อนที่ต้องระวังในเด็ก"

 

เป็นอีกเรื่องที่น่าห่วงสำหรับเด็กๆ ในช่วงปิดเทอม ซึ่งตรงกับหน้าร้อน หลายคนอาจจะยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ดังนั้น เรื่องนี้ผู้ปกครองควรรู้ไว้ เพื่อสอนบุตรหลานให้ระมัดระวังจะได้ไม่เจ็บป่วย

 
พญ.ธิดารัตน์ แก้วเงิน กุมารแพทย์ ประจำศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.นครธน ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "โรคหน้าร้อนที่ต้องระวังในเด็ก" ดังนี้

 

 

1.โรคอุจจาระร่วง

 

เนื่องจากอากาศร้อน ทำให้เชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียบางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ดี สามารถแพร่ระบาดผ่านทางน้ำและอาหารที่ปนเปื้อน หากกินเข้าไปก็จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ทำให้เด็กมีอาการถ่ายเป็นน้ำ บางรายอาจมีถ่ายเป็นมูกเลือดได้
 

สำหรับโรคอุจจาระร่วงสำคัญที่ต้องระวัง คือ "อหิวาตกโรค" เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า Vibrio cholerae ซึ่งจะปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล เพราะเชื้ออยู่ในน้ำกร่อยหรือน้ำทะเล หากกินอาหารที่ปรุงไม่สุกไม่สะอาด เช่น ปลา หอย หอยนางรม เป็นต้น โดยเด็กที่ได้รับเชื้อโรคดังกล่าว จะมีอาการของลำไส้อักเสบ มีถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก ลักษณะอุจจาระจะเป็นน้ำสีขาว คล้ายกับน้ำซาวข้าว ซึ่งอุจจาระที่ออกมาจะประกอบไปด้วยสารน้ำ และเกลือแร่ปริมาณมาก เพราะฉะนั้นหากเด็กเป็นจะเกิดอาการขาดน้ำรุนแรงได้ง่าย ความดันโลหิตต่ำ ช็อกหมดสติ หรือเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน

 

อีกโรคที่ต้องระวังคือ "ไข้ไทฟอยด์" เกิดจากเชื้อ Salmonella จะปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด เด็กที่ได้รับเชื้อนี้ อาจจะไม่ได้มาด้วยอาการท้องเสียแต่แรก แต่จะมีไข้ เบื่ออาหาร ปวดหัว ปวดตามตัวมาก่อน แล้วจึงจะมีอาการท้องเสียภายหลัง โดยหากเด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการถ่ายเหลว เป็นมูกปนเลือด ต้องรีบพบแพทย์

 

ส่วนการป้องกันสำหรับโรคอุจจาระร่วงนี้ ต้องกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังกินอาหาร ก่อนเตรียมนมให้เด็ก และภายหลังจากเข้าห้องน้ำ ต้องดื่มน้ำที่สะอาดผ่านการกรองหรือต้มสุกมาก่อน ส่วนอาหารทะเลควรต้องปรุงสุกเสมอ และควรกินหลังปรุงเสร็จใหม่ๆจะดีที่สุด

 

 

 

2.โรคอาหารเป็นพิษ

 

โรคอาหารเป็นพิษจะแตกต่างกับโรคอุจจาระร่วง โดยเกิดจากพิษของเชื้อโรคไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคโดยตรง ซึ่งเกิดจากการกินอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรียหรือราบางชนิดที่สามารถสร้างสารพิษปนมากับอาหารได้ มักจะเจอในอาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ปรุงสุกๆดิบๆ หรืออาหารค้างคืนที่นำมาอุ่นร้อน เช่น อาหารค้างคืนที่ไม่ได้แช่ตู้เย็น แล้วนำมาเข้าไมโครเวฟอุ่นร้อน ซึ่งจะพบบ่อย เพราะมีแบคทีเรียที่โตได้ในอุณหภูมิปกติหรืออุณหภูมิเย็น และปล่อยสารพิษออกมาในสารอาหาร แม้ว่าจะมีการนำไปอุ่นร้อนแล้ว แต่ก็ทำลายสารพิษเหล่านี้ไม่ได้
 

 

ทั้งนี้ อาการที่พบในเด็กจะมีไข้ต่ำๆ แต่บางคนก็อาจไม่มีไข้ แต่อาการเด่นๆ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเกิดเร็ว เช่น หลังอาหารตั้งแต่ 1 ชม.ไปจนถึง 6 ชม. จะมีอาการท้องเสียร่วมด้วยในบางราย แต่อาการอาเจียนจะเด่นกว่า หากพบว่าเด็กมีอาการภาวะขาดน้ำ ซึมลง กินไม่ได้ อาเจียนมาก ปากแห้ง ตาโหล ให้รีบพาไปพบแพทย์

 

ส่วนใหญ่มักจะเกิดในโรงเรียน หรือเวลาไปกินตามงานเลี้ยงหรือที่มีอาหารปริมาณเยอะๆเลี้ยงคนหมู่มาก

 

ดังนั้น การป้องกันต้องกินอาหารที่สุกสะอาด ล้างมือ และการถนอมอาหารหากจะเก็บไว้กินตอนเช้าต้องนำเข้าตู้เย็น และเมื่อจะกินต้องอุ่นให้ร้อนก่อน แต่ถ้าเป็นไปได้ควรให้กินทันทีอย่าค้างคืนจะดีที่สุด
 

 

 

3.โรคพิษสุนัขบ้า

 

โรคพิษสุนัขบ้าสามารถพบเจอได้ทุกฤดู เพียงแต่ช่วงปิดเทอมเด็กๆมักจะอยู่บ้านมีโอกาสได้เล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงบ่อยขึ้น ขณะที่อากาศร้อนก็ทำให้สุนัขหงุดหงิดง่าย มีโอกาสที่จะกัดคนง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะมองว่าหน้าร้อนจะเจอโรคพิษสุนัขบ้าเยอะ แต่แท้จริงแล้วสามารถเจอได้ทุกฤดูกาล


 
สำหรับการป้องกัน ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้านอย่าลืมฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงเช่นสุนัข แมว และป้องกันลูกหลานไม่ให้ไปแหย่ รังแก หรือทำให้สุนัขตกใจ หากเป็นนอกบ้านก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เด็กไปเล่นหรือคลุกคลีกับสุนัขหรือแมวจร เพราะไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านั้นมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่


 
ในปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันก่อนการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า โดยสำหรับเด็กและผู้ใหญ่มีการฉีด 2 ครั้ง ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันไปแล้วภายใน 6 เดือนแรกหลังฉีด หากถูกสุนัขกัด จะฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1 เข็ม แต่หากเกิน 6 เดือน จะฉีดกระตุ้น 2 เข็ม โดยที่ไม่ต้องฉีดวัคซีนหลายเข็มเหมือนคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาก่อน


 
ส่วนโรคอื่นๆ เช่นโรคไข้เลือดออก ซึ่งก็ยังเป็นโรคที่เฝ้าระวังอยู่ทุกฤดูกาล
 

อย่างไรก็ตาม พญ.ธิดารัตน์ เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่ในช่วงปิดเทอม ผู้ปกครองจะพาเด็กๆ มาพบแพทย์เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ซึ่งเกิดจากเชื้อคนละชนิด ซึ่งอายุส่วนใหญ่จะเป็นต่ำกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะวัยอนุบาล บางครั้งผู้ปกครองเตรียมขวดนมหรืออื่นๆ ไม่ค่อยสะอาด แต่เด็กวัยประถมก็พบบ้างเช่นกัน ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงอายุ 

 

ปิดเทอมนี้ ผู้ปกครองนี้ควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้