หนุ่มธุรกิจนถูกปลอมลายเซ็นต์เบิกเงิน 8.3 ล้านบาท ปีนเสาประท้วงรอบ2

11:06 14 มีนาคม 2562 304
นายจั้ม เอกวิชช์ นักธุรกิจหนุ่มที่ถูกปลอมลายเซ็นต์เบิก-โอนเงินกว่า 8 ล้านบาท สู้คดีมา 11 ปี เดินหน้าร้องไม่หยุด ล่าสุดไลฟ์สดปีนเสารอบที่สอง มั่นใจธนาคารโกงเงิน เนื่องจากไม่ยอมนำผูกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการ

 

ภาพไลฟ์สดผ่านทางเฟสบุ๊ค ขณะที่นายเอกวิชช์ เกษเจริญ หรือนายจั้ม นักธุรกิจ จ.นครสวรรค์ อยู่บนเสาโทรศัพท์ความสูง 10 เมตร ที่ปีนประท้วงรอบสอง เพื่อต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากถูกปลอมลายเซ็น เพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของธนาคารกรุงไทย เป็นเงินกว่า 8.3 ล้านบาท ซึ่งได้ไปเรียกร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการเรียกร้องความเป็นธรรมมาแล้วกว่า 11 ปี แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากธนาคารกรุงไทย และยังไม่ได้เงินคืน

 

ทีมข่าวติดต่อขอสัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล ซึ่งนายจั้ม เล่าว่า เหตุผลที่ปีนเสาโทรศัพท์เป็นรอบที่สอง เพราะต้องการให้ธนาคารกรุงไทยชี้แจงถึงขั้นตอนการเบิกโอนเงินที่ถูกต้อง ซึ่งตนเองมองว่าธนาคารเอื้อต่อฝั่งผู้กระทำผิดมากกว่าผู้เสียหาย โดยไม่ได้นำผู้กระทำความผิดเข้าสู่การพิจารณาคดีที่ผ่านมา ทำให้การฟ้องร้องทั้งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์จึงถูกปัดตกไป บวกกับเงินที่สูญไปในบัญชีผู้กระทำผิดก็ถูกธนาคารหักกลับเข้าธนาคาร เนื่องจากบัญชีของผู้กระทำผิดนั้นได้ติดหนี้ธนาคารอยู่ ยอมรับตลอดการต่อสู้ได้รับความเดือดร้อน ล่าสุดจะถูกยึดบ้าน เพราะสู้ค่าดอกเบี้ยส่งผ่อนไม่ไหวที่ตกเดือนละ 7-8 หมื่นบาท และอย่างที่เห็นนายจั้มยังคงอยู่บนเสาโทรศัพท์ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร โดยครั้งนี้ตั้งใจอยู่ให้ได้นานที่สุด เพื่อขอความเป็นธรรม ด้านชาวบ้านใกล้เคียงค่ะ ให้ความเห็นใจ นำน้ำมาผูกกับเชือก เพื่อให้นายจั้มดึงขึ้นไปดื่มกิน เช่นเดียวกับเจ้าที่หน้าก็สลับพลัดเปลี่ยนกันมาควบคุมความปลอดภัย ชาวบ้านใกล้เคียงต่างเห็นใจ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่นายจั้ม มาปีนเสาโทรศัพท์เพื่อประท้วงขอเงินของตนเองคืน โดยมองว่าหากเป็นตนเองก็คงเดือดร้อน จนหมดหนทางเช่นกัน อยากให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาดู เพราะนายจั้ม เตรียมของและเสบียงอาหารมามากกว่าครั้งที่แล้ว และยืนยันจะอยู่ไม่ต่ำกว่า 4 วัน

 

อย่างไรก็ตาม คดีความแพ่ง ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาแล้วและขอยกฟ้องไป ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนอีก 1 ประเด็นที่นายจั้ม กังวลคือการกระทำเช่นนี้ควรมีการแก้ไข และควรเป็นเคสตัวอย่าง โดยเกรงว่าเรื่องนี้จะจบลงโดยตนไม่ได้รับเงินคืน เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่