ดาวโจนส์ทะยานพุ่ง147.07จุด ขานรับความหวังเจรจาการค้า

08:34 14 กันยายน 2561 1,443
ดาวโจนส์ปิดที่ 26,145.99 จุด เพิ่มขึ้น 147.07 จุด ปิดตัวสูงขึ้นหลังนักลงทุนรับความหวังเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ด้านน้ำมันดิบปิดร่วงลง 1.78 ดอลลาร์ ปิดที่ 68.59 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

วันนี้ (14 ก.ย. 61) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (13 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังจากจีนได้ตอบรับคำเชิญของสหรัฐฯในการเจรจาการค้ารอบใหม่เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ดีดตัวขึ้น รวมทั้งตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งจะลดแนวโน้มในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,145.99 จุด เพิ่มขึ้น 147.07 จุด หรือ +0.57% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,013.71 จุด เพิ่มขึ้น 59.48 จุด หรือ +0.75% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,904.18 จุด เพิ่มขึ้น 15.26 จุด หรือ +0.53%

 

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างคึกคักเมื่อคืนนี้ (13 ก.ย.) ท่ามกลางปัจจัยบวกต่างๆที่ช่วยหนุนตลาด ซึ่งรวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯและจีน โดยนายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดเผยเมื่อวานนี้ (13 ก.ย.) ว่า จีนยินดีตอบรับคำเชิญของสหรัฐฯสำหรับการเจรจาการค้ารอบใหม่ พร้อมกับกล่าวว่าจีนตระหนักเสมอว่าความขัดแย้งทางการค้าที่ลุกลามออกไปจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใด ซึ่งนับตั้งแต่การเจรจาเบื้องต้นที่กรุงวอชิงตันในเดือนที่แล้วทั้งสองฝ่ายก็ยังคงทำการติดต่อกัน และหารือกันเกี่ยวกับความกังวลของแต่ละฝ่าย

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของจีนมีขึ้นหลังจากนายแลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า คณะทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯได้มีการหารือกัน และมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ทางรัฐบาลจีนก็มีความต้องการที่จะเจรจาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาของสหรัฐฯจึงได้ส่งจดหมายเชิญไปยังเจ้าหน้าที่ของจีน

 

ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% โดยการเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดของดัชนี CPI มีสาเหตุจากการร่วงลงของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพ และเสื้อผ้า ขณะที่ราคาค่าเช่า และพลังงานปรับตัวขึ้น

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐฯที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ (13 ก.ย.) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 204,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2512 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 210,000 ราย

 

ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (13 ก.ย.) หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ออกรายงานระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเช่นกัน

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ร่วงลง 1.78 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 68.59 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.56 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดที่ 78.18 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 100 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนปริมาณน้ำมันดิบจากกลุ่มโอเปกพุ่งขึ้น 420,000 บาร์เรล/วัน แตะระดับ 32.63 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน โดยได้แรงหนุนจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากซาอุดิอาระเบีย,ไนจีเรีย,ลิเบีย และอิรัก แม้เวเนซุเอลา และอิหร่านลดการผลิต

 

ขณะที่ IEA คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันจากกลุ่มประเทศนอกโอเปกจะเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ และ 1.8 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า นำโดยการผลิตน้ำมันจากสหรัฐ

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า การขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ และ 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า โดยถูกกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงจากกลุ่มประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในยุโรปและเอเชีย ขณะที่การชะลอตัวในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการทำสงครามการค้า และการร่วงลงของค่าเงิน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันในปีหน้า