‘ซูจี’ปกป้องศาลตัดสินจำคุกนักข่าวรอยเตอร์

18:11 13 กันยายน 2561 678
‘อองซาน ซูจี’ กล่าวปกป้องศาลเมียนมาตัดสินจำคุกสองนักข่าวรอยเตอร์ระบุเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

วันนี้(13ก.ย.61)นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ซึ่งถือเป็นผู้นำรัฐบาลเมียนมาตัวจริง กล่าวในการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม กลุ่มอาเซียน ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยได้ปกป้องศาลเมียนมาที่ตัดสินจำคุก นักข่าวรอยเตอร์ 2 คนว่า เนื่องจากบุคคลทั้งสองได้ละเมิดกฎหมายของเมียนมา และการตัดสินความผิดดังกล่าวไม่ได้มีอะไร ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเลยทั้งสิ้น แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม พร้อมกับระบุด้วยว่า ผู้วิจารณ์เรื่องนี้หลายคนมิได้อ่านคำพิพากษาของศาลอย่างแท้จริง 

 

อย่างไรก็ตาม นางซูจีระบุว่า นักข่าวรอยเตอร์ทั้งสองยังสามารถต่อสู้คดีในศาลชั้นอุทธรณ์ และสามารถโต้แย้งได้ว่า คำตัดสินของศาลไม่ถูกต้องอย่างไร  นอกจากนั้น นางซูจียังกล่าวด้วยว่า หากมองย้อนกลับไป รัฐบาลของเธอน่าจะจัดการกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ได้ดีกว่านี้

 

นับเป็นชี้แจงครั้งแรกของนางซูจี  หลังถูกนานาชาติกดดันอย่างหนักให้ออกมาชี้แจงทั้งกรณีกองทัพเมียนมากวาดล้างชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ และการตัดสินจำคุกนักข่าวรอยเตอร์

 

ด้านนาย ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรต์ ว็อตช์ ในเอเชีย ตอบโต้การชี้แจงของนางซูจีว่า นางซูจีไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับหลักนิติธรรม ซึ่งหมายถึงการให้ความเคารพต่อหลักฐาน ที่เสนอต่อศาล การตัดสินคดีโดยใช้หลักกฎหมาย ที่สมน้ำสมเนื้อกับเหตุที่เกิดขึ้น และการทำงานอย่างอิสระของศาล โดยไม่มีรัฐบาล หรือกองทัพเข้าแทรกแซง 

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา นายวา โลน วัย 32 ปี และนายจ่อโซ อู วัย 28 ปี ถูกศาลแขวงนครย่างกุ้งตัดสินจำคุก 7 ปี โทษฐานกระทำความผิดว่าด้วยการละเมิดกฎหมายความลับของทางราชการ ขณะเข้าไปทำข่าวการเข่นฆ่าชาวมุสลิมโรฮิงญาในหมู่บ้าน อินน์ ดินรัฐยะไข่ หลังเกิดวิกฤตการณ์ชาวโรฮิงญาหนีการปราบปรามของกองทัพเมียนมาไปยังบังคลาเทศราว 7 แสนคน 

 

อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ตำรวจเมียนมาเป็นผู้มอบเอกสารของทางราชการให้พวกเขาเอง ขณะอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการจัดฉากของตำรวจเมียนมา เพื่อสกัดไม่ให้พวกเขาลงพื้นที่ค้นหาความจริง เกี่ยวกับการสังหารชาวโรฮิงญาในหมู่บ้านดังกล่าว