สหรัฐฯเล็งเจรจาการค้า หนุนดาวโจนส์พุ่ง27.86จุด

09:36 13 กันยายน 2561 688
ดาวโจนส์ปิดที่ 25,998.92 จุด เพิ่มขึ้น 27.86 จุด ขานรับข่าวสหรัฐฯเล็งเจรจาการค้ากับจีน ขณะที่น้ำมันดิบพุ่งขึ้น 1.12 ดอลลาร์ ปิดที่ 70.37 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

วันนี้ (13 ก.ย. 61) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐฯเตรียมเจรจาการค้าครั้งใหม่กับจีน อย่างไรก็ตามดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง ซึ่งรวมถึงหุ้นแอปเปิล แม้ทางบริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ iPhone ใหม่ 3 รุ่นเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) ก็ตาม

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,998.92 จุด เพิ่มขึ้น 27.86 จุด หรือ +0.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,888.92 จุด เพิ่มขึ้น 1.03 จุด หรือ +0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,954.23 จุด ลดลง 18.25 จุด หรือ -0.23%

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่สองเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐฯกำลังหาทางเริ่มต้นเจรจาการค้าครั้งใหม่กับจีน โดยนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐได้ส่งจดหมายไปยังเจ้าหน้าที่จีน เพื่อเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้า

 

โดยรายงานข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ภาคธุรกิจสหรัฐฯได้รวมตัวกันใช้ชื่อว่า Americans for Free Trade เพื่อต่อต้านนโยบายการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกลุ่มดังกล่าวได้ทำการรณรงค์โดยใช้ชื่อว่า Tariffs Hurt the Heartland โดยมีการซื้อโฆษณาและจัดการประชุมในรัฐต่างๆ พร้อมกับเชิญชวนให้สมาชิกสภาคองเกรสเข้าร่วมงานรณรงค์ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าที่รัฐเพนซิลเวเนีย อิลลินอยส์ และเทนเนสซี

 

ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นขานรับความหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯและจีน โดยหุ้นโบอิ้งพุ่งขึ้น 2.4% หุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ ดีดตัวขึ้น 1.6% หุ้นยูไนเต็ดเทคโนโลยีส์ เพิ่มขึ้น 0.2% หุ้นเอเมอร์สัน อิเล็กทริก เพิ่มขึ้น 1.1% และหุ้นอีตัน คอร์ป ดีดขึ้น 1.07% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ โดยหุ้นแอปเปิลร่วงลง 1.2% เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ผลิตภัณฑ์ iPhone ใหม่ 3 รุ่นที่แอปเปิลประกาศเปิดตัวเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก โดย iPhone ทั้ง 3 รุ่นได้แก่ iPhone Xs Max, iPhone Xs และ iPhone XR

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุดนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ “Beige Book” เมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้า เนื่องจากการที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อไม่นานมานี้ ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นทั่วสหรัฐ

 

ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) หลังสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคน “ฟลอเรนซ์” ซึ่งจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐในวันศุกร์นี้

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. พุ่งขึ้น 1.12 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 70.37 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 68 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 79.74 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังจาก EIA เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 5.3 ล้านบาร์เรลในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 ก.ย. ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าลดลงเพียง 800,000 บาร์เรล

 

โดยข้อมูลดังกล่าวของ EIA สอดคล้องกับที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) รายงานก่อนหน้านี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 8.6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 395.9 ล้านบาร์เรล

 

นอกจากนี้ EIA ยังระบุว่า สต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 6.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์สต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

ด้านนักลงทุนจับตานักลงทุนจับตาพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ซึ่งจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐนอร์ธ แคโรไลนาสั่งให้มีการอพยพประชาชนกว่า 1 ล้านคนออกจากชายฝั่งแล้ว

 

สำหรับความเคลื่อนไหวด้านอื่นๆที่มีผลต่อภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนั้น กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ออกรายงานระบุว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 490,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 98.9 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนส.ค. ส่วนการผลิตน้ำมันของโอเปกเพิ่มขึ้น 278,000 บาร์เรล/วันสู่ระดับ 32.56 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนส.ค. โดยการผลิตเพิ่มขึ้นในลิเบีย, อิรัก และไนจีเรีย ขณะที่ลดลงในอิหร่าน, เวเนซุเอลา และแอลจีเรีย