นายกฯ ถกเอกอัครราชทูตประจำปท.เพื่อนบ้าน

15:32 10 สิงหาคม 2561 1,167
นายกฯ ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำให้ไทยนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อาเซียน

 

วันนี้( 10 ส.ค.61) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศเพื่อนบ้านกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนแบบเต็มคณะ ในหัวข้อ “ความร่วมมือเพื่อพัฒนาชายแดนที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการทำงาน และเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบาย “ไทยนิยม ยั่งยืน” โดยเน้นการหารือเพื่อพัฒนาคุณภาพจังหวัดชายแดนและเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งจะรับฟังข้อเสนอของเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และมาเลเซีย รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวชายแดน จำนวน 32 จังหวัด ทั้งนี้มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ,นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมด้วย

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานทุกอย่างจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจและมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ลดความหวาดระแวงระหว่างกัน แล้วจับมืออย่างอบอุ่นเดินไปด้วยกัน ที่สำคัญการจับมือจะต้องมีความจริงใจ ไม่ใช้สื่อโซเซียลมีเดียมาโจมตีกัน ดังนั้นเอกอัครราชทูตและกงศุลใหญ่ และผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวชายแดน จะต้องเรียนรู้ปัญหาแต่ละประเทศ เพราะสมัยนี้เปลี่ยนจากสนามรบ เป็นสนามการค้าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อรู้เขาและรู้เราแล้ว ต้องหาความต้องการให้ตรงกันให้ได้ รวมถึงถ่ายทอดแนวทางการทำงานของประเทศไทย ไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับทราบด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน 

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า วันนี้ถือว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศในระดับดีเยี่ยม ซึ่งคือการทำงานของประเทศไทย ขออย่าเอาประเด็นอื่นๆมาเกี่ยวข้องกัน แต่ต้องทำความเข้าใจการค้าการลงทุนต่างๆที่ไทยกับต่างประเทศ จะพัฒนาเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งจะออกมาในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงทำความเข้าใจหลักการบริหารและการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ที่ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังได้ให้แนวทางเรื่องการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ทั้งในด้านของการเชื่อมโยงคมนาคม การท่องเที่ยว โดยจะต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการต่างๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานย่อมรู้ดีว่า ยังมีข้อติดขัดใดบ้าง ที่เป็นการขัดขวางการปฏิรูปประเทศ จึงขอให้หน่วยงานเสนอการแก้ไขขึ้นมายังรัฐบาลเพื่อที่จะได้ดำเนินการในเรื่องใหม่ๆขึ้นมา 

 

นายกรัฐมนตรียังฝากให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงผู้นำรุ่นใหม่ในหลายประเทศ โดยอยากให้มีการศึกษาแนวคิดใหม่ๆ ของแต่ละประเทศ ที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศตะวันตกที่มีประชาธิปไตย รวมถึงประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม เพื่อนำไปสู่การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ต้องติดตามและแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งบางประเทศมีข้อตกลงจำนวนมาก หากล้าสมัยก็จะต้องยกเลิก ซึ่งต้องหาแนวทางการพูดคุยกับประเทศเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน 

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ฝากให้ไปพิจารณางบฯประชาสัมพันธ์เพื่อสังคม หรือ CSR ที่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนและใช้งบฯอย่างคุ้มค่า โดยอยากให้ส่วนงานของรัฐบาลไปเติมเต็มภาคเอกชน ในรูปแบบประชารัฐ และอยากให้คำนึงถึงรูปแบบการทำงานและความเป็นอัตลักษณ์ของอาเซียน ที่ทำให้อยู่รอดได้มาจนถึงวันนี้ ซึ่งอาเซียนมีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนชาติตะวันตก ที่แม้เปลี่ยนรัฐบาล นโยบายบางอย่างอาจปรับเปลี่ยนไม่มาก จึงอยากให้นำมาศึกษา และสิ่งสำคัญที่สุดคือนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนี้ คือทำอย่างไรประเทศไทยจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อาเซียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง โดยจะต้องสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกัน และให้ประเทศไทยเป็นผู้นำแห่งอาเซียนให้ได้ ขณะที่ในปีหน้า ไทยจะเป็นประธานและเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน จะต้องมีการชี้แจงว่าสิ่งไหนเป็นอุปสรรค ก็ต้องหารือร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหา โดยต้องทำในวันนี้ และการประชุมจะต้องถูกจัดขึ้นและขออย่าให้เกิดปัญหาเหมือนการจัดประชุมที่ไทยเป็นเจ้าภาพที่ผ่านมาและไทยไม่สามารถจัดการประชุมได้ 

 

พร้อมย้ำว่าการทำงานของรัฐบาลในเรื่องต่างประเทศทุกครั้งจะมีการประชุมและนำภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วยทุกครั้ง เพื่อนำข้อเสนอและอุปสรรคในการลงทุนของแต่ละประเทศ ไปนำเสนอให้กับผู้นำได้รับทราบ พร้อมชี้แจงอุปสรรคในการลงทุน ซึ่งบางครั้งต่างประเทศไม่ได้รับทราบปัญหา โดยเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่จะต้องมีการเขียนหนังสืออย่างรอบคอบและเหมาะสม พร้อมที่จะนำเสนอต่างประเทศ 

 

นายกรัฐมนตรี ยังฝากให้แต่ละหน่วยงานมีบิ๊กดาต้า หรือฐานข้อมูลเป็นของตนเอง ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านตัวเลข หรือยอดจีดีพี ทั้งหมด และนำมาจัดเป็นกลุ่ม เพื่อที่จะได้มีข้อมูลและตัวเลขที่ชัดเจน นำไปสู่การขับเคลื่อนและปฏิบัติได้จริง 

 

นายกรัฐมนตรี ฝากให้ทุกคนใช้กลไกใหม่ๆในการทำงาน เพื่อทำให้ประเทศไทยมีที่ยืนในเวทีโลกและอยู่ในจุดที่ดีขึ้น การตรวจสอบจากองค์กรต่างประเทศก็ต้องดีขึ้นเช่นกัน เพื่อยกระดับประเทศไทย ขณะเดียวกันการทำงานจะต้องมีแบบแผนปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ รูปแบบประชารัฐ และไทยนิมยม ยั่งยืน พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่ใช่ประชานิยมและการต่อท่ออำนาจแน่นอน