หุ้นปิดบวก3.47จุด ขานรับสหรัฐฯผ่อนปรนภาษีภาษีนำเข้า

18:00 18 มกราคม 2562 220
ตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ 1,583.77 จุด เพิ่มขึ้น 3.47จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,270.79 ล้านบาท ตลาดหุ้นปรับตัวตามตามภูมิภาค ขานรับกระแสข่าวสหรัฐฯเตรียมผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน

 

วันนี้ (18 ม.ค. 62) ตลาดหลักทรัพย์ปิดช่วงบ่ายที่ระดับ 1,583.77 จุด เพิ่มขึ้น 3.47จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,270.79 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯเผย ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นตามภูมิภาคตอบรับข่าวสหรัฐฯเตรียมผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจีน แต่ยังเผชิญแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากแบงก์ใหญ่อย่าง SCB-KBANK ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/61 ต่ำกว่าคาด

 

อย่างไรก็ตาม มีแรงซื้อกลับหุ้นกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมีหลังจากลงไปแรง ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มยืนทรงได้ ส่วนสัปดาห์หน้ารอตัวเลข GDP ไตรมาส 4/61 ของจีน และ PMI ของหลายประเทศ รวมถึงความคาดหวังเชิงบวกต่อสงครามการค้าน่าจะยังทำให้ดัชนีปรับขึ้นได้ต่อ ให้แนวต้าน 1,600 และ 1,620 จุด ส่วนแนวรับ 1,570 จุด

 

ตลาดหลักทรัพย์ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,583.77 จุด เพิ่มขึ้น 3.47 จุด (+0.22%) มูลค่าการซื้อขาย 48,270.79 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ โดยดัชนีฯแตะจุดสูงสุดที่ 1,588.75 จุด และแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,577.86 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 601 หลักทรัพย์ ลดลง 613 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 474 หลักทรัพย์

 

นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปรับขึ้นตามภูมิภาคหลังจากคลายกังวลสงครามการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯเตรียมผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจีน แต่มีแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมากดดันหลัง 2 แบงก์ใหญ่รายงานกำไรในไตรมาส 4/61 ออกมาต่ำกว่าคาดทั้งธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดย SCB มีกำไรต่ำกว่าคาดจากการตั้งสำรองสูง ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจและเทขายหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่ยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการออกมาด้วย ฉุดให้หุ้นกลุ่มแบงก์ร่วงลงแรงในวันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงซื้อกลับหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเข้ามาหนุนจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์แม้เมื่อคืนนี้ (17 ม.ค.) อ่อนตัว แต่ก็ยังยืนทรงตัวบริเวณ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้แรงซื้อกลับเข้ามาหลังจากกลุ่มนี้ถูกเทขายออกไปมากก่อนหน้านี้จากความกังวลผลประกอบการไตรมาส 4/61 ที่จะได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต็อก ขณะที่หุ้นเหล่านี้จะมีการจ่ายปันผลออกมาต่อเนื่อง ดังนั้น ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมามากทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) จูงใจมากขึ้นด้วย

 

สำหรับแนวโน้มการซื้อขายสัปดาห์หน้า คาดว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 1,600 จุด และมีลุ้นทดสอบระดับ 1,620 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,570 จุด จากความคาดหวังเชิงบวกต่อสงครามการค้า โดยต้องจับตาการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/61 ของจีน และตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PMI) เดือน ม.ค.62 ของหลายประเทศที่จะออกมาในสัปดาห์หน้า หลังจากในเดือนธ.ค.61 ออกมาไม่ดีนัก และมองว่าเดือนม.ค.ก็อาจจะยังชะลอตัวจากสงครามการค้า แต่ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามการประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยออกมาในช่วงนี้ด้วย โดยเฉพาะหาก BBL ประกาศผลประกอบการออกมาดีก็น่าจะทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาด้วย

 

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

SCB มูลค่าการซื้อขาย 4,386.33 ล้านบาท ปิดที่ 128.50 บาท ลดลง 8.00 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,411.99 ล้านบาท ปิดที่ 183.00 บาท ลดลง 1.50 บาท

CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,981.69 ล้านบาท ปิดที่ 74.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,072.06 ล้านบาท ปิดที่ 48.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

BBL มูลค่าการซื้อขาย 1,983.22 ล้านบาท ปิดที่ 199.50 บาท ลดลง 3.50 บาท